ในที่สุด ไอทีวีก็ไม่เปนจอมืด
แต่อนาศตจะเป็นอย่างใรหว้า - -* ลุ้นๆๆ
แต่วันที่ 7 ต้นไปจะเป็น TITV แทน ITV (หาทางแก้ได้ง่านดี - -)
ในที่สุด ไอทีวีก็ไม่เปนจอมืด
แต่อนาศตจะเป็นอย่างใรหว้า - -* ลุ้นๆๆ
แต่วันที่ 7 ต้นไปจะเป็น TITV แทน ITV (หาทางแก้ได้ง่านดี - -)
เอาละซิละซิ ไอทีวี
ช่องที่มีจุดเด่น ทั่งกลางมรสุมรอบตัว
ไอทีวีเต็มไปด้วยความบริสุทร์ใจ
แต่หลายต่อหลายคนกลับมองว่าประลาด
ไอทีวีเสนอข่าวแตกต่างเด่น
แต่ช่องอื่น ถูกม่อมเมาเสนอข้างเดียว(บางช่อง)
ไอทีวี วันนี้สุด แสนเสียใจ
ต่ายหนังสือพิมพ์ ของ0ส0น0-0-0ว่าไอทีวี เป็นหมาเห่าหอน - -* (เค้นใจยิ่งนัก ว่ากันได้ไง)
ถ้าเรามี กะตังเท่า แสนๆล้าน
จะโยนใส่ รัฐบาร ให้เป็น เหมือนเดิม
ทำไมน้า? ถึงทำกับไอทีวีได้
แล้วช่องอื่นละ ?
อาจะพิมพ์ผิดในบางคำ(ตั่งใจและไม่ตั้งใจ)
สุดท้ายนี้ ขอบอกว่า
^^ รักกกกกไอทีวีวีวีวี ^^
บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน)
| ชื่อ | บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) |
| ลักษณะธุรกิจ | สื่อและสิ่งพิมพ์ |
| รหัสหลักทรัพย์ | ITV |
| ผู้บริหาร | นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ประธานกรรมการบริหาร |
| เว็บไซต์ | www.itv.co.th |
บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) (ITV Public Company Limited) เป็นกลุ่มบริษัท ที่ทำธุรกิจ เกี่ยวกับ สื่อโทรทัศน์ โดยรับสัมปทาน สถานีโทรทัศน์ ระบบ UHF จาก สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) จำนวน 1 ช่องสถานี โดยใช้ชื่อว่า สถานีโทรทัศน์ไอทีวี เดิมชื่อ บริษัท สยามอินโฟเทนเมนท์ จำกัด ก่อตั้งเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 โดย ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัทอื่นๆ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น บมจ.ไอทีวี (บริษัทฯ) เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2541 ปัจจุบัน บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทฯ
แนวคิดการก่อตั้งไอทีวี เกิดขึ้นในรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 เนื่องจากในขณะเกิดเหตุการณ์ สื่อโทรทัศน์ จำนวน 5 ช่อง ในขณะนั้น คือ ช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 7 ช่อง 9 ช่อง 11 มิได้รายงานข่าวเหตุการณ์นองเลือด ตามความเป็นจริง ประกอบกับ มีเสียงเรียกร้องจากประชาชน ให้เปิดดำเนินการสถานีโทรทัศน์เสรี ในระบบยูเอชเอฟ เพื่อให้คนไทยมีโอกาสได้รับรู้ ข่าวสารที่ถูกต้องเป็นกลางอย่างแท้จริง
สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) โดย นายมีชัย วีระไวทยะ ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแล การเปิดสัมปทาน สถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ กำหนดเงื่อนไขของสัมปทานไว้ว่า ผู้รับสัมปทานจะต้องมีผู้ถือหุ้น 10 ราย แต่ละรายต้องมีสัดส่วนหุ้นที่เท่ากัน พร้อมกับแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน เพื่อป้องกันการผูกขาด และมีสัดส่วนเนื้อหา รายการข่าวและสาระ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 และ รายการบันเทิง ไม่เกินร้อยละ 30
ในปี พ.ศ. 2538 ผลการประมูล สรุปว่า กลุ่มบริษัท สยามทีวีแอนด์คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด ในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ ได้รับอนุมัติ ให้เป็นผู้ดำเนินงานบริหารสถานีฯ เป็นเวลา 30 ปี (สิ้นสุดวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568) ค่าสัมปทาน 25,200 ล้านบาท จากราคากลาง 10,000 ล้านบาท ได้มีการลงนามในสัญญากับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 โดยมีนายอภิลาศ โอสถานนท์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ลงนามสัญญากับนายเกษม จาติกวณิช ประธานกรรมการ และนายโอฬาร ไชยประวัติ รองประธานกรรมการบริษัท สยาม อินโฟเทนเมนท์ จำกัด
โดยบริษัท สยามอินโฟเทนเมนท์ จำกัด คู่สัญญาของ สปน.มีผู้ร่วมทุน ประกอบด้วย สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เครือเนชั่น กันตนา กรุ๊ป เครือวัฏจักร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ บริษัท ล็อกซเล่ย์ฯ และ ไจแอนท์ฯ
โดยตั้งชื่อสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ว่า สถานีโทรทัศน์ไอทีวี (สถานีฯ) เริ่มออกอากาศอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2539 โดยวางนโยบาย ให้เป็นสถานีโทรทัศน์ ที่ให้ความสำคัญกับ รายการข่าว และสถานการณ์ปัจจุบัน
ในสมัย รัฐบาลนายชวน หลีกภัย ได้มีการแก้ไขข้อกำหนด ที่ไม่ให้กลุ่มใด ถือหุ้นในบริษัทฯ เกินร้อยละ 10 และมีการซื้อขายหุ้น ส่งผลให้ ธนาคารไทยพาณิชย์ กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ประกอบกับการเกิด วิกฤติเศรษฐกิจ ในปี พ.ศ. 2540 บริษัทฯ จึงขาดทุนอย่างหนัก
ธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จึงติดต่อให้กลุ่มชิน คอร์ปอเรชั่น (ชินคอร์ป) เข้ามาถือหุ้นแทน ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2544 ซึ่งชินคอร์ปได้ตอบตกลง พร้อมทั้งเสนอซื้อหุ้นสามัญฯ จากผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ ด้วย ส่งผลให้กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ
| เนื้อหาในส่วนนี้ไม่ได้รับการยอมรับเกี่ยวกับความเป็นกลาง โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน และต้องการการแก้ไขโดยด่วนเพื่อสอดคล้องกับการเป็นสารานุกรม กรุณาดูบทสนทนาที่เกี่ยวข้องที่หน้าพูดคุยของบทความนี้ |
กรณีกบฏ 23 นักข่าว ปี 2544 จากการที่ฝ่ายบริหารไอทีวีและบุคคลภายนอกยังคงแทรกแซงข่าวอยู่อย่างต่อเนื่อง ทำให้นักข่าวกลุ่มหนึ่งออกมาต่อต้านการควบคุมการทำงานของกองบรรณาธิการข่าวโดยฝ่ายบริหาร พร้อมกับแถลงการณ์ขอให้ยุติการแทรกแซงการทำงานของฝ่ายข่าวในวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2544 โดยเชื่อว่าการแทรกแซงจะทำให้ไม่สามารถเสนอข่าวอย่างเป็นกลางและไม่สามารถรักษาความน่าเชื่อถือของสถานีโทรทัศน์ไอทีวีไว้ได้ การยึดมั่นในอุดมการณ์วิชาชีพสื่อมวลชนและการประกาศเจตนารมณ์ต่อสาธารณชนของกลุ่มนักข่าวไอทีวี ทำให้พวกเขาถูกสอบสวน ฝ่ายบริหารได้ใช้กลวิธีสร้างความแตกแยกของฝ่ายข่าวในการรวบรวมกำลังในการรวมตัวกันของกลุ่มคัดค้าน แต่นักข่าวกลุ่มนี้ก็ยังยืดหยัดคัดค้านต่อไปจนมีการร่วมกันจัดตั้งสหภาพแรงงานและจัดการประชุมครั้งแรกเพื่อเลือกคณะกรรมการสหภาพ เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 พวกเขาถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏและถูกเลิกจ้างในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2544 พนักงานที่ถูกเลิกจ้างมีจำนวน 23 คน กลุ่มแรก จำนวน 8 คน ถูกเลิกจ้างด้วยเหตุผลว่าไปร่วมแถลงข่าวต่อสาธารณชนทำให้บริษัทเสื่อมเสีย และกลุ่มหลังเป็นกรรมการสหภาพจำนวน 15 คน ด้วยสาเหตุว่าบริษัทมีนโยบายปรับลดพนักงาน เพราะประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่อง กลุ่มนักข่าวจำนวน 21 คน (มี 2 คนไม่ยื่นฟ้อง) ที่ถูกเรียกว่า กบฏไอทีวี ได้นำเรื่องการเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม ฟ้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ (ครส.) และเมื่อ ครส. มีคำสั่งให้บริษัทไอทีวีรับพนักงานทุกคนกลับเข้าทำงาน แต่บริษัทกลับปฏิเสธ กลุ่ม กบฏไอทีวี จึงได้ฟ้องคดีต่อศาลแรงงานเพื่อให้ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน จนปี พ.ศ. 2546 ศาลแรงงานวินิจฉัยให้ ฝ่ายโจทก์ เป็นฝ่ายชนะคดี และให้บริษัทรับพนักงานกลับเข้าทำงานพร้อมทั้งจ่ายเงินเดือนในระหว่างที่ถูกเลิกจ้างชดเชยด้วย อย่างไรก็ดี บริษัทไอทีวีได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา และศาลฎีกาได้พิพากษายืนตามคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ทำให้กลุ่ม กบฏไอทีวี เป็นฝ่ายชนะคดี
ชินคอร์ป ดำเนินการเพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัทฯ เป็น 1,200 ล้านบาท และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2545 และได้เสนอขายหุ้นของบริษัทฯ แก่ประชาชนทั่วไป
เมื่อ พ.ศ. 2546 ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนอีกครั้ง เป็น 7,800 ล้านบาท โดยออกหุ้นสามัญใหม่ จำนวน 300 ล้านหุ้น เป็นเงิน 1,500 ล้านบาท เพื่อจัดสรรเป็นการเฉพาะ ให้กับพันธมิตร คือ นายไตรภพ ลิมปพัทธ์ และ บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) สถานีฯ จึงได้ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ ด้วยการปรับผังรายการใหม่ และเพิ่มรายการบันเทิง แต่ต่อมาใน พ.ศ. 2548 พันธมิตรทั้งสองราย ปฏิเสธที่จะซื้อหุ้นร่วมทุน แต่ยังคงผลิตรายการให้กับสถานีฯ ต่อไป
ในปี พ.ศ. 2547 ชินคอร์ป ได้ยื่นเรื่องต่อ อนุญาโตตุลาการ ขอแก้ไขสัญญาสัมปทาน และขอลดค่าสัมปทาน ที่ต้องจ่ายให้รัฐ ปีละ 1,000 ล้านบาท โดยอ้างว่า เอกชนรายอื่นจ่ายต่ำกว่า (ช่อง 3 สัมปทาน 30 ปี (2533-2563) 3,207 ล้านบาท ปีละ 107 ล้านบาท / ช่อง 7 สัมปทาน 25 ปี (2541-2566) 4,670 ล้านบาท ปีละ 187 ล้านบาท / ช่อง 5 และ โมเดิร์นไนน์ ทีวี ไม่ต้องเสียค่าสัมปทาน เนื่องจากเจ้าของคลื่นความถี่ดำเนินการออกอากาศเอง) [1]
คณะอนุญาโตตุลาการ ได้วินิจฉัยชี้ขาด ลดค่าสัมปทานให้สถานีฯ ลง เป็นปีละ 230 ล้านบาท พร้อมทั้ง อนุญาตให้สถานีฯ แก้ไขสัดส่วนการออกอากาศ รายการสาระ ต่อรายการบันเทิง จากร้อยละ 70 ต่อ 30 เป็นร้อยละ 50 ต่อ 50 และวินิจฉัยให้รัฐ จ่ายค่าชดเชยแก่บริษัทฯ เป็นเงิน 20 ล้านบาท เนื่องจาก สปน. ทำผิดสัญญา มิได้ให้ความคุ้มครองแก่บริษัทฯ และสถานีฯ ตามที่ได้ทำสัญญาสัมปทานไว้ ในขณะเดียวกัน กองทัพบกต่อสัญญาฉบับใหม่กับ ช่อง 7, อสมท อนุญาตให้ยูบีซีเคเบิลทีวี มีโฆษณาได้ และกรมประชาสัมพันธ์อนุญาตให้ช่อง 11มีโฆษณาได้ ซึ่งส่งผลกระทบ ต่อฐานะและรายได้ของบริษัทฯ
เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษา ให้เพิกถอนคำสั่งของอนุญาโตตุลาการ ที่ชี้ขาดให้ สปน. ลดค่าสัมปทานให้สถานีฯ และให้ สปน. จ่ายค่าชดเชยให้บริษัทฯ
จากคำพิพากษาดังกล่าว ส่งผลให้ สถานีฯ ต้องจ่ายค่าสัมปทาน ปีละ 1,000 ล้านบาท เช่นเดิม และ ต้องปรับสัดส่วน รายการข่าวและสาระ ต่อรายการบันเทิง กลับไปเป็น ร้อยละ 70 ต่อ 30 นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังต้องเสียค่าปรับ จากการผิดสัญญาสัมปทาน จากการเปลี่ยนแปลงผังรายการ ที่ไม่เป็นไปตามสัญญาสัมปทาน คิดเป็นร้อยละ 10 ของค่าสัมปทานในแต่ละปี โดยคิดเป็นรายวัน วันละ 100 ล้านบาท นับตั้งแต่ เริ่มมีการปรับผังรายการ รวมระยะเวลา 2 ปี เป็นค่าปรับทั้งสิ้น ประมาณ 9.4 หมื่นล้านบาท
โดยศาลปกครองกลาง ได้ให้เหตุผลประกอบคำพิพากษาว่า การที่อนุญาโตตุลาการ ชี้ขาดให้ลดค่าสัมปทาน มีผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ และเป็นการแก้ไขสัญญาสัมปทานของรัฐ ซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจของอนุญาโตตุลาการ บริษัทฯ จึงได้ยื่นอุทธรณ์ คำพิพากษาศาลปกครองกลาง ต่อศาลปกครองสูงสุด
ต่อมา ในวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ศาลปกครองสูงสุด พิพากษายืน ตามคำตัดสินของศาลปกครองกลาง ส่งผลให้ บริษัทฯ ยังต้องจ่ายค่าสัมปทาน ปีละ 1,000 ล้านบาท เช่นเดิม และ สถานีฯ ต้องปรับผังรายการ ตามสัดส่วนเดิม โดยปรับใช้ในวันรุ่งขึ้นทันที เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียค่าปรับเพิ่ม ในกรณีที่ตกลงกันไม่ได้
ส่วนราคาหุ้น ITV เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา นักลงทุนก็ขายหุ้นออกมาเป็นจำนวนมาก ด้านราคาก็ลดลงอย่างหนัก จนกระทั่ง ลงไปอยู่ใน จุดต่ำสุด (New Low) นับแต่เข้ามาซื้อขายในตลาดฯ ที่ 1.98 บาทซึ่งเป็นราคาพื้น (Floor Price) หลังจากนั้น ได้มีผู้ซื้อกลับมาเล็กน้อย ส่งผลให้ราคาปิดตลาดฯ สูงขึ้นมาอีกเล็กน้อย ที่ 2.06 บาท แต่ก็เป็นราคาที่ลดลง จากราคาปิดตลาดวันก่อนหน้า ร้อยละ 26.4
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ว่า หากไอทีวีไม่สามารถจ่ายค่าปรับและค่าสัมปทานค้างจ่าย คิดเป็นเงินประมาณ 1 แสนล้านบาทได้ภายในวันที่ 7 มีนาคม ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเลิกสัมปทานกับไอทีวี
ในวันเดียวกัน นายบุญคลี ปลั่งศิริ ในฐานะตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท ยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง ส่วนนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ประธานกรรมการบริหาร ออกแถลงข่าวว่า ไอทีวีพร้อมให้ความร่วมมือ ที่รัฐจะให้หน่วยงานใหม่เข้ามาใช้สถานที่ และอุปกรณ์เพื่อออกอากาศสถานีโทรทัศน์ยูเอชเอฟ อย่างต่อเนื่อง หากไอทีวีถูกยกเลิกสัญญาสัมปทาน
คณะกรรมการบริหารชุดใหม่ของไอทีวี จำนวน 9 คน ประชุมเป็นนัดแรกเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2550 มีมติเปลี่ยนชื่อสถานีเป็น ทีไอทีวี (Thailand Independent Television) และประชุมหาข้อยุติเรื่องกฎหมายและแผนดำเนินงานเข้าบริหารสถานี ภายหลังการยกเลิกสัมปทาน ในวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2550 [2]
คณะกรรมการบริหารชุดใหม่ ประกอบด้วย
คณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันอังคารที่ 6 มีนาคม ว่าหากไอทีวีไม่สามารถจ่ายค่าปรับ และค่าสัมปทานค้างจ่าย รวมประมาณ 1 แสนล้านบาท ภายใน 7 มีนาคม ได้ ให้ยุติการออกอากาศเป็นการชั่วคราว เพื่อส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความกรณีดังกล่าว ในวันที่ 9 มีนาคม ขณะเดียวกัน ให้ยึดเครื่องส่งโทรทัศน์ยูเอชเอฟ มาเก็บรักษาไว้ที่กรมประชาสัมพันธ์
หลังจากมีมติคณะรัฐมนตรี ประชาชนจำนวนมาก ได้เดินทางไปแสดงความเสียใจ และให้กำลังใจ พนักงานไอทีวี ที่สถานีโทรทัศน์ไอทีวี จำนวนมาก ในจำนวนนี้ มีบุคคลในวงการโทรทัศน์หลายท่าน อาทิ นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา, นางปนัดดา (วงศ์ผู้ดี) พิพิธสุขสันต์, นายสาธิต ยุวนันทการุญ, นายนิธิ สมุทรโคจร, นายสำราญ ช่วยจำแนก (อี๊ด วงฟลาย) เป็นต้น